น้ำดื่มในขวด จะกินก็ต้องเลือก!

Posted by All วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556 0 ความคิดเห็น



น้ำ เป็นปัจจัยที่สำคัญของมนุษย์และสิ่งมีชีวิต เพราะน้ำเป็นตัวทำละลายที่ดีในร่างกาย เป็นตัวกลางที่ทำให้เกิดกระบวนการทางสรีระวิทยาและปฏิกิริยาเคมี (Metabolism) ในร่างกายและช่วยควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสม ทราบกันใช่ไหมคะว่า ร่างกายของเราจะมีน้ำอยู่ในร่างกายถึง 60-70%  และเราควรดื่มที่น้ำสะอาดกันอย่างสม่ำเสมอ ปริมาณน้ำที่แนะนำต่อวัน อยู่ที่ประมาณ 2 ลิตร หรือที่พูดกันว่า 8 แก้วนั่นเอง
มาถึงคำถามที่ว่า แค่น้ำเปล่า ๆ จะอันตรายอย่างไร นั่นเพราะแหล่งน้ำที่นำมาผลิตน้ำดื่มส่วนใหญ่ มาจากแหล่งน้ำใต้ดิน หรือน้ำบาดาล อาจมีน้ำปะปา หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติบ้าง แต่ไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด อันตรายที่แฝงมากับน้ำได้นั้น หนีไม่พ้นอันตรายทั้ง 3 ทาง คือ ทางกายภาพ เคมี และทางชีวภาพ อันตรายทางกายภาพ อันได้แก่ ฝุ่น ตะกอน สิ่งปลอมปนที่เห็นได้ชัดเจน กรวด หิน ดิน ทราย นี้สามารถขจัดออกได้ง่ายด้วยหลายกระบวนการร่วมกัน ตั้งแต่ การพักน้ำ การตกตะกอนและหลาย ๆ ขั้นตอนของกระบวนการกรอง ส่วนอันตรายทางชีวภาพ ได้แก่พวกเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคที่ปะปนมาจากแหล่งน้ำนั้น สามารถขจัดได้ด้วยหลายวิธี หรือหลายกระบวนการร่วมกัน มีทั้งการเติมคลอรีน การใช้โอโซน ตัวกรองละเอียดหรือเมมเบรนในการขจัดแบคทีเรีย ยูวีในการกำจัดเชื้อ ส่วนอันตรายทางเคมี คือ สารโลหะหนักต่าง ๆ และสารเคมีที่ปะปนมาจากแหล่งน้ำ อันได้แก่ คลอไรด์ สารหนู แคดเมียม แบเรียม เหล็ก ทองแดง ตะกั่ว ปรอท สังกะสี และสารอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งกระบวนการในการกำจัดสารเคมีเหล่านี้มักใช้ระบวนการกรองที่ละเอียด เพื่อกำจัด อนุภาคของสารโลหะหนัก หรือสารเคมีที่ปะปนมากับน้ำที่ใช้ในการผลิตน้ำดื่ม และภัยเงียบที่น่ากลัวสำหรับผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ก็คือ กระบวนการผลิตน้ำดื่มที่ไม่ได้มาตรฐานนั่นเอง

ซึ่งในปัจจุบันนี้ น้ำดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทที่มีขายโดยทั่วไป จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วประเทศ ทั้งสะดวก มีขายอยู่โดยทั่วไปมากมายหลายยี่ห้อ ในแทบทุกสถานที่ และเนื่องจากกรรมวิธีการผลิตที่ไม่ยุ่งยาก จึงทำให้ธุรกิจการผลิตน้ำดื่มในภาชนะที่ปิดสนิทขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีผู้ประกอบธุรกิจผลิตน้ำดื่มฯ ออกมาจำหน่ายมากมายในท้องตลาด เมื่อเป็นธุรกิจที่มีการขยายตัวสูง และมีการแข่งขันทางการตลาดกันมาก ก็ย่อมเป็นธรรมดา ซึ่งจะพบปัญหาบ้าง เช่น น้ำดื่มบางยี่ห้อไม่ได้คุณภาพมาตรฐาน หรือผู้ผลิตบางรายนำเอาขวดหรือถังบรรจุของผู้ผลิตรายอื่นมาใช้บรรจุน้ำของตนออกจำหน่าย แต่ทั้งนี้การกระทำดังกล่าว ผู้ผลิตบางรายอาจไม่รู้ว่ามีกฎหมายควบคุม ทราบกันไหมคะว่าน้ำดื่มในภาชนะที่ปิดสนิทที่เราดื่มกันอยู่นั้น หน่วยงานภาครัฐมีกฏหมายควบคุม และเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค น้ำดื่มในภาชนะบรรจุปิดสนิทจึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เป็นอาหารควบคุมเฉพาะ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 61 (พ.ศ.2524) และแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 135 (พ.ศ.2534) ซึ่งผู้ผลิตต้องขออนุญาตผลิต ขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหารและขออนุญาตใช้ฉลากให้ถูกต้องกันด้วยนะคะ
ดังนั้น ในการเลือกซื้อน้ำดื่มฯ ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องหมาย อย. ก็ตาม อาจมีการปลอมแปลงขึ้นมาได้ จึงควรสังเกตและพิจารณาให้ดี โดยมีข้อสังเกตดังนี้

1) ลักษณะของภาชนะบรรจุต้องสะอาด ไม่รั่วซึม หรือมีรอยสกปรก ถ้าบรรจุในภาชนะที่เป็นพลาสติก ภาชนะต้องสะอาด ไม่มีความปนเปื้อน ฝาปิดต้องสนิทและมีพลาสติกรัดอีกชั้นหนึ่งหรือถ้าเป็นขวดแก้ว ก็ต้องสะอาด ฝาปิดสนิทเช่นกัน ฝาที่ปิดผนึกหากเป็นชนิดขวด จะต้องไม่มีร่องรอยว่ามีการเปิดใช้ และหากเป็นชนิดถังต้องมีห่วงพลาสติกผนึกรอบฝาจุกกับปากถัง

2) ตรวจดูฉลากให้ดีว่ามีรายละเอียดครบถ้วนหรือไม่ ได้แก่ ชื่อน้ำดื่ม เลขทะเบียนตำรับ หรือเลขที่อนุญาตให้ใช้ฉลาก ซึ่งจะแสดงในกรอบเครื่องหมาย อย. ชื่อผู้ผลิตและสถานที่ตั้ง และปริมาตรสุทธิ

3) สภาพของน้ำหรือลักษณะของน้ำ ต้องใสสะอาด ไม่มีตะกอน ไม่มีสิ่งเจือปนอื่น ๆ ไม่มีสี กลิ่น หรือรสที่ผิดปกติ ควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ มีที่อยู่แน่นอน หรือเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป มีการเก็บรักษาที่ดี ไม่วางปะปนกับผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย

4) การเลือกซื้อน้ำชนิดถัง ควรตรวจสอบให้ดีว่าฉลากที่ถัง กับพลาสติกที่รัดปากถัง เป็นของผู้ผลิตเดียวกันหรือไม่ เพราะผู้ผลิตบางรายจะเก็บถังของผู้ผลิตรายอื่นมาบรรจุน้ำของตน

5) ไม่ควรซื้อตามคำโฆษณา หรือคำกล่าวอ้าง เช่น มีแร่ธาตุครบตามที่ร่างกายต้องการ เป็นต้น
เพราะน้ำดื่มจัดเป็นสิ่งสำคัญมาก และร่างกายรับเข้าไปในปริมาณมากต่อวัน ผู้บริโภคที่รักสุขภาพอย่างเรา ๆ จึงไม่ควรมองข้ามในการเลือกซื้อ เลือกบริโภค ให้ได้น้ำดื่มที่มั่นใจว่ามีคุณภาพ ปลอดภัย และผ่านตามมาตรฐานที่กฏหมายกำหนดจริง เพราะหากน้ำดื่มที่เราดื่มเป็นประจำนั้น ไม่ได้มาตรฐาน จะส่งผลถึงความปลอดภัยของร่างกายในระยะยาว โดยการสะสมของสารโละหนักตกค้างที่เข้าสู่ร่างกายจากน้ำดื่มนั้นทุกวันๆ จึงเป็นที่มาของโรค และความผิดปกติต่าง ๆ กับร่างกายได้ ใส่ใจและพิถีพิถันกันสักนิดนะคะ ก่อนหยิบน้ำ ดื่มเข้าสู่ร่างกายของเรากัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.dailynews.co.th

เล่นเกม"เตตริส" ช่วยรักษาอาการ"ตาขี้เกียจ"

Posted by All วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556 0 ความคิดเห็น


แพทย์ชาวแคนาดาเผยผลการศึกษาที่พบว่า การเล่นเกม"เตตริส"จะช่วยบริหารสายตาที่มีอาการที่เรียกว่า "ตาขี้เกียจ"ได้ดี

โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมคกิล พบว่าเกมจัดเรียงตัวบล็อกให้เป็นแถวดังกล่าว จะช่วยทำให้ตาทั้งสองข้างสามารถทำงานได้พร้อมๆกัน

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร "Current Biology" โดยใช้กลุ่มผู้ใหญ่ 18 คน พบว่าวิธีดังกล่าวได้ผลดีกว่าการรักษาด้วยการติดแผ่นแปะไว้ที่ตาข้างที่ดีกว่า เพื่อให้ตาที่ใช้น้อยกว่าได้ทำงานมากขึ้น

คาดการณ์กันว่า เด็กทุก 1 จาก 50 ราย มีอาการที่ทางการแพทย์เรียกว่า "ตาขี้เกียจ" (amblyopia) หรืออาการที่ทำให้ตาทั้งสองข้างไม่ได้ใช้มอง หรือใช้ตาข้างใดข้างหนึ่งมองน้อยกว่าอีกข้างในช่วงตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ขวบ ที่ทำให้ตาข้างที่ใช้น้อยกว่าเจริญไม่เต็มที่ และมัวกว่าตาอีกข้างไปตลอดชีวิต ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัด กินยา หยอดยา เลเซอร์ หรือวิธีการใด

การทดลองโดยใช้อาสาสมัคร 18 ราย โดย 9 รายที่มีอาการตาขี้เกียจ จะต้องสวมแว่นตาสำหรับเล่นเกมเตเตริส นาน 1 ชม.ต่อวัน ติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ หลังสวมแว่นตาดังกล่าว จะมองเห็นแต่เพียงบล็อกที่กำลังค่อยๆตกลงมา ขณะที่อีกข้างจะเห็นแต่บล็อกที่วางต่อกันอยู่บนพื้น

ส่วนอาสาสมัครอีก 9 คนที่มีอาการตาขี้เกียจเช่นกัน จะต้องสวมแว่นตาเช่นกัน แต่ตาข้างที่ดีกว่าจะถูกปิดและมองภาพของทั้งเกมผ่านตาข้างที่อ่อนแอกว่า

หลังสิ้นสุดการทดลองนาน 2 สัปดาห์ กลุ่มที่ใช้ตาทั้งสองข้าง มีการพัฒนาการมองเห็นได้มากกว่ากลุ่มที่ปิดตาหนึ่งข้าง ต่อมานักวิจัยจึงให้กลุ่มที่ปิดตาหนึ่งข้างเปิดตาอีกข้าง ทำให้การพัฒนาการมองเห็นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ดร.โรเบิร์ต เฮสส์ กล่าวว่า การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการติดแผ่นแปะ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ใหญ่ เนื่องจากผู้ใหญ่ไม่มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์ใดๆจากวิธีเดิม อีกทั้งยังไม่จำเป็นต้องเป็นเกมเตตริส แต่เป็นเกมคอมพิวเตอร์ใดๆก็ได้  การที่ทำให้ตาสองข้างได้ทำงานพร้อมๆกัน จะทำให้การมองเห็นดีขึ้น

เขากล่าวว่า ผลการวิจัยครั้งนี้และอื่นๆก่อนหน้านี้ ชี้ให้เห็นว่า อาการตาขี้เกียจส่วนใหญ่เกิดจากตาทั้งสองข้าง และการที่ปิดตาข้างที่ดีกว่า อาจยิ่งทำให้อาการแย่ลงมากกว่าที่จะรักษาตาอีกข้าง นอกจากนั้น การบังคับให้ตาทั้งสองข้างทำงานร่วมกัน จะช่วยเพิ่มระดับของ"สภาพพลาสติก" หรือความสามารถในการปรับตัวในสมอง และทำให้ตาข้างที่อ่อนแอสามารถเรียนรู้ที่จะมองเห็นได้อีกครั้ง

ที่มา www.matichon.co.th

พบสาเหตุทำเด็กเครียดง่าย ติดตัวยันโต

Posted by All วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556 0 ความคิดเห็น



ทำไมลูกของเราจึงเป็นคนเครียดง่าย? คนเป็นพ่อเป็นแม่ที่มีลูกเข้าลักษณะดังกล่าว เคยสงสัยกันบ้างไหม...


ข้อสงสัยข้างต้น มุมสุขภาพค้นเจอคำตอบจากผลงานวิจัยแดนมะกัน ของอลิซ เกรแฮม นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยโอเรกอน ซึ่งเล่าไว้ว่า ลูกน้อยที่ได้ยินเสียงพ่อแม่ทะเลาะเบาะแว้ง โต้เถียงรุนแรง จะกลายเป็นคนเครียดง่าย แม้กระทั่งตอนที่พวกเขากำลังหลับ สมองของเด็กก็รับรู้ถึงเสียงแห่งความขัดแย้งได้เช่นกัน


โดยลักษณะสมองของเด็กๆ ที่กำลังพัฒนาอยู่นั้น ยังไม่แข็งแกร่งเต็มประสิทธิภาพเหมือนผู้ใหญ่ จึงมีความไวต่อการตอบสนองสภาพแวดล้อมรอบตัว แถมเสียงตะคอกตะโกนใส่กันยังสร้างความเครียด และกลายเป็นตัวขวางพัฒนาการทางสมองของเด็ก


การศึกษาเรื่องนี้ ผู้วิจัยใช้เครื่องสแกนเอ็มอาร์ไอดูสมองของเด็กเล็ก 20 คน ขณะนอนหลับ จนสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างในการทำงานสมอง หลังได้รับรู้โทนเสียงที่มีลักษณะแตกต่างกัน เช่น เสียงทะเลาะดังๆ ของคนที่กำลังโกรธ หรือเสียงโทนอ่อนนุ่มจากผู้ใหญ่ที่พูดคุยกันปกติ


เกรแฮม ผู้วิจัย บอกว่า เรากำลังสนใจค้นหาแหล่งที่มาของความเครียดในช่วงต้นของชีวิต โดยเชื่อว่าความขัดแย้งของพ่อแม่ สัมพันธ์กับการทำงานของสมองเด็กน้อยเหล่านั้น


นอกจากนี้ ยังพบว่า เด็กที่เติบโตมาจากบ้านแห่งความขัดแย้ง มักจะเป็นคนมีอามรณ์ฉุนเฉียว โกรธง่าย และควบคุมอารมณ์ได้ยากกว่าเด็กที่เติบโตมาจากบ้านที่มีความขัดแย้งต่ำ


อย่างไรก็ตาม ที่หลายคนรู้กันมาว่า ถ้าตอนตั้งครรภ์ คุณแม่เครียด ขี้โมโห นิสัยเหล่านั้นก็จะส่งผลถึงทารกในครรภ์ ซึ่งนักวิจัยย้ำว่า จริง แถมยังส่งผลให้เด็กเติบโตมาเป็นคนอารมณ์อ่อนไหว เครียดง่าย
ไม่อยากให้ลูกน้อย โตไปเป็นคนขี้กังวล เครียดง่าย ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยอยู่ พ่อแม่และทุกคนในบ้านต้องร่วมกันสร้างบรรยากาศที่ดีในครอบครัวแล้วล่ะ


ที่มา เดลินิวส์ออนไลน์

อย่าชะล่าใจ... "นอนไม่หลับ" ร้ายกว่าที่คิด

Posted by All วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556 0 ความคิดเห็น

อย่าชะล่าใจ... "นอนไม่หลับ" ร้ายกว่าที่คิด


"การนอนหลับสนิท เป็นลาภอันประเสริฐ" ผู้ที่เคยเผชิญปัญหาการนอนไม่ได้ คงเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการนอนอย่างเพียงพอมีผลดีต่อชีวิตมากแค่ไหน นอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ ยังส่งผลให้การทำงานและการใช้ชีวิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 

แต่มารร้ายจากความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับมีหลายอย่าง ตั้งแต่การนอนกรนเสียงดังมาก ไปจนถึงการหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นช่วงยาวจะทำให้เกิดการขาดออกซิเจน มีผลกระทบต่อสุขภาพและโรคต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อัมพาต อัมพฤกษ์ และอื่น ๆ




"การนอนหลับสนิท เป็นลาภอันประเสริฐ" ผู้ที่เคยเผชิญปัญหาการนอนไม่ได้ คงเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการนอนอย่างเพียงพอมีผลดีต่อชีวิตมากแค่ไหน นอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ ยังส่งผลให้การทำงานและการใช้ชีวิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 

แต่มารร้ายจากความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับมีหลายอย่าง ตั้งแต่การนอนกรนเสียงดังมาก ไปจนถึงการหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นช่วงยาวจะทำให้เกิดการขาดออกซิเจน มีผลกระทบต่อสุขภาพและโรคต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อัมพาต อัมพฤกษ์ และอื่น ๆ 

หากใครเคยมีอาการดังต่อไปนี้ 

1.กรนเสียงดังและมีลักษณะอาการหอบ หรือสำลักระหว่างนอน

2.ง่วงนอนมากในช่วงกลางวัน
3.ปวดหัวในตอนเช้า มีปัญหาด้านความจำ
4.อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย และไม่มีสมาธิในการทำงาน
5.อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ และ
6.คอแห้งหลังจากตื่นนอน และถ่ายปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน 

นั่นคือ สัญญาณร้ายเข้าข่ายเสี่ยงเป็น "โรคนอนหยุดหายใจอุดกั้น" 

เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีปัญหาด้านการหายใจระหว่างนอนหลับ ผู้ที่มีอาการหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ในระหว่างนอนหลับมีสาเหตุเกิดจากการปิดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ระยะเวลาการหยุดหายใจระหว่างการนอนหลับสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ 10 วินาทีขึ้นไป มีผลทำให้ร่างกายไม่ได้รับออกซิเจนในแต่ละช่วงที่ร่างกายหยุดหายใจ 

ผู้ที่มีอาการโรคนอนหยุดหายใจแบบอุดกั้น จะมีการหยุดหายใจขณะนอนมากกว่า 5 ครั้งในหนึ่งชั่วโมง หรือในบางรายอาจมีมากกว่า 100 ครั้งในหนึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว

สถิติทั่วโลกมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 2-4 เปอร์เซ็นต์ ผลร้ายจากโรคนี้ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอีกหลายโรคตามมา เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตัน และเบาหวาน 

วิธีรักษาอาการโรคหยุดหายใจแบบอุดกั้นที่ใช้กันมากที่สุด คือ การใช้เครื่องมือที่เรียกว่า เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวก (Continuous Positive Airway Pressure หรือ CPAP) โดยการรักษาด้วยเครื่อง CPAP เป็นการรักษาที่ไม่ต้องใส่อวัยวะเทียมเข้าไปในร่างกาย และสามารถช่วยบรรเทาอาการโรคนอนหยุดหายใจแบบอุดกั้นได้

อีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ รักษาโรคนอนไม่หลับได้ด้วยตัวเอง คือ การเข้านอนตื่นนอนให้ตรงเวลา ปิดสวิตช์การคิดทุกอย่างให้หมดโดยพร้อมที่จะนอนหลับเพียงอย่างเดียว ยิ่งโดยเฉพาะการใช้คอมพิวเตอร์จะทำให้แสงจากหน้าจอมอนิเตอร์ทำร้ายสายตาได้ หากใช้เป็นระยะเวลามาก ๆ จะทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น

เนื่องจากความเข้าใจในโรคนอนหยุดหายใจแบบอุดกั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จึงทำให้มีผู้ป่วยหลายรายยังไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างถูกวิธี

ด้วยเหตุนี้ "รอยัลฟิลิปส์อิเล็กทรอนิกส์" จัดกิจกรรมเพื่อให้ประชาชนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญนี้ โดยเปิดโครงการเพื่อตรวจสอบความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนอนหยุดหายใจแบบอุดกั้นให้คนทั่วโลกกว่า 1 ล้านคน พร้อมคาดว่าจะมีประชาชนกว่า 150,000 คนจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะเข้าร่วมการตรวจครั้งนี้ 

โครงการเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ถึงปี พ.ศ. 2561 เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในวันนอนหลับโลก ปี 2556 โดยปีนี้จัดงานภายใต้หัวข้อ "นอนหลับดี มีอายุยืน" (Good Sleep Healthy Aging) 

ฉะนั้น "ปัญหานอนไม่หลับ" เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสิ่งที่ตามมามีผลร้ายกว่าที่คุณคิด

ลองเข้าไปทำแบบทดสอบออนไลน์ เพื่อประเมินว่าตนเองเป็นผู้มีความเสี่ยงต่อโรคนอนหยุดหายใจแบบอุดกั้นหรือไม่ที่ http://www.areyousnoring.com/Sleep_Test โดยผู้ทำแบบทดสอบจะได้ทราบผลว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหรือไม่ และจะได้รับคำแนะนำเพื่อให้สามารถนำไปปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป



(ที่มา:ประชาชาติธุรกิจออนไลน์)


กีวี รวมสารอาหาร ชะลอวัย ต้านโรคหืด

Posted by All วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 0 ความคิดเห็น
กีวีได้ชื่อว่ารวมรสชาติของผลไม้ 3 ชนิด เข้าไว้ด้วยกัน ทั้ง พีช (peach) สตอว์เบอร์รี่ (strawberry) และเมลอน (melon) เมื่อผนวกกับ เนื้อที่นุ่ม ฉ่ำน้ำ จึงกลายเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน

“กีวี เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะมีสารแอนติออกซิแดนต์มากที่สุดชนิดหนึ่ง”

หนังสือ The 150 Healthiest Foods on Earth ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สารแอนติออกซิแดนต์ในผลกีวี ทั้งวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินอี ช่วยต้านมะเร็ง และปกป้องเซลล์จากการทำลายของฟรีแรดิคัล ซึ่งเป็นสาเหตุของความชราและโรคจากความเสื่อม

คุณ อลิซาเบธ วอร์ด (Elizabeth Ward) นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และอดีตโฆษกของ สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (The American Dietetic Association) ขยายความว่า“กินกีวีสด 1 ผลใหญ่ จะได้รับวิตามินซีปริมาณสูง เพียงพอกับความต้องการของร่างกายใน 1 วัน นอกจากนี้ กีวี ยังเป็นแหล่งรวมของสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินอี โพแทสเซียม และใยอาหาร ต่างจากผลไม้ส่วนใหญ่ที่มีสารอาหารเหล่านี้ไม่ครบทุกชนิด”
          
กินกีวีต้านโรคหืด

อาการหายใจติดขัด น้ำมูกไหล ไอเรื้อรัง กีวีช่วยได้

วารสาร Thorax รายงานการศึกษาในเด็กชาวอิตาลีอายุระหว่าง 6-7 ปี ที่มีอาการของโรคหืด จำนวน 18,737 คน พบว่า กลุ่มเด็กที่กินผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง หรือกินผลกีวีสดสัปดาห์ละ 5-7 ครั้ง อาการของโรคหืดลดลง โดยอาการหายใจเสียงวี้ด ๆ (wheezing) ซึ่งเกิดจากทางเดินหายใจตีบแคบลง 44 เปอร์เซ็นต์
อาการหายเร็ว สั้น จนทำให้รู้สึกเหนื่อย (Shortness of breath) ลดลง 32 เปอร์เซ็นต์ ไอเวลากลางคืน (night time cough) ไอเรื้อรัง (chronic cough) และน้ำมูกไหล (runny nose) ลดลงประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มเด็กที่กินผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง หรือกินผลกีวีสดน้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

มื้อต่อไป กินกีวีช่วยชะลอวัยและต้านโรคกันดูนะคะ


ที่มา นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 342

9 ข้อคิด... การเลือกใช้เครื่องสำอาง

Posted by All วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556 0 ความคิดเห็น




1. เมกอัพที่ผสมยากันแดดอาจทำให้เกิดสิวได้ ที่สำคัญค่าการกันแดดในเมกอัพพวกนี้ต่ำ ดังนั้นจึงควรใช้ยากันแดดล้วน ๆ ดีกว่า


2. โทนเนอร์ (toners) ทำให้ผิวสวยแห้งได้ ที่เห็นเห็นโฆษณาโดยใช้สำลีชุบน้ำยาเช็ดหน้า แล้วเช็ดคราบออกมาดำเป็นปื้นนั้น เป็นส่วนบนสุดของผิวหนังต่างหากไม่ใช่สิ่งสกปรก ถ้าเช็ดหน้าด้วยน้ำยาเช็ดหน้ามากเกินไป ผิวหนังจะยิ่งแห้งผากเกิดการระคายเคืองได้ง่าย


3. ครีมทาก่อนนอน (night creams) ที่หนา ๆ เหมาะกับผิวหน้าที่แห้งผากจนเป็นขุยเท่านั้น หากมีผิวที่ปกติหรือมันอยู่แล้ว การทาครีมก่อนนอนจะทำให้ต่อมไขมันอุดตันเกิด สิวได้ แต่ถ้ามีผิวแห้งทาครีมให้ความชุ่มชื้นชนิดบางก็เพียงพอแล้ว


4. หากหน้ามันจนเยิ้ม จะใช้โลชั่นเช็ดหน้าลดความมัน หรือใช้แป้งประหน้าบ้างก็จะลดความมันบนใบหน้าได้


5. หากมีสิวที่หน้าผาก บริเวณที่ผมเสียดสีกับผิวหนัง ต้นเหตุมักเป็นมูส เจล หรือสเปรย์ที่ฉีดผม ถ้าเลิกใช้ไม่ได้ก่อนใช้เครื่องสำอางแต่งผมเหล่านี้ ควรปิดหน้าผากโดยใช้กระดาษทิชชูเสียก่อนแล้วพยายามใช้ให้น้อยลง


6. เครื่องสำอางที่ปราศจากกลิ่น (unscented products) นั้นบางครั้งมีการเติมน้ำหอม (fragrances) ลงไปเพื่อดับกลิ่นสารเคมีบางตัว ดังนั้นจึงยังอาจแพ้เครื่องสำอางที่ปราศจากกลิ่นได้ กรณีนี้ลองหันมาใช้เครื่องสำอางที่ไม่มีการเติมน้ำหอม (fragrance-free) จะดีกว่า


7. หากแพ้ยาทาเล็บ อาจทำให้เกิดผื่นรอบดวงตาได้ ทั้งนี้เพราะอาจเผลอใช้เล็บเกาบริเวณนั้นนั่นเอง


8. ครีมล้างหน้า ไม่ค่อยจำเป็นมากนัก ยกเว้น กรณีนักแสดงหรือนางแบบที่ต้องใช้เมกอัพหนา ๆ จึงเหมาะที่จะใช้ครีมล้างหน้า


 9. ยาสีฟัน ที่ขจัดคราบฟันจากการสูบบุหรี่ อาจทำให้เกิดสิวอักเสบรอบ ๆ ปากได้



ที่มา : หมอชาวบ้าน 

แสงแดดยามเช้าช่วยรักษาโรคซึมเศร้า

Posted by All วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556 0 ความคิดเห็น


ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้นมีจำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเพราะปัจจัยทางด้านความเครียด ฮอร์โมน ภาวะกดดันในจิตใจ ฯลฯ โดยส่วนใหญ่มักมีความรู้สึกเหนื่อยอ่อน วิตกกังวล และง่วงซึม ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของอาการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาให้หายด้วยการบำบัดทางยา จิตบำบัด และธรรมชาติบำบัด โดยเฉพาะการบำบัดด้วยแสง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าการได้รับแสงแดดทุกเช้าเป็นเวลา 30 - 60 นาที จะช่วยรักษาอาการเหล่านี้ได้

แสงแดดอ่อนๆ จะช่วยลดฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างขึ้นจากต่อมไพเนียเพื่อควบคุมการนอนหลับ โดยเมลาโทนินนั้นจะถูกกระตุ้นด้วยความมืดและยับยั้งด้วยแสงสว่าง ดังนั้นการได้รับแสงแดดยามเช้าจึงช่วยให้ผู้ป่วยสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้

แต่ถึงแม้ว่าเมลาโทนินจะเป็นผลเสียกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแต่สำหรับคนทั่วไปควรเข้านอนแต่หัวค่ำ
เพื่อให้ร่างกายได้ผลิตสารดังกล่าวเพื่อจะเป็นส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ และทำให้ริ้วรอยก่อนวัยไม่มาเร็วเกินไปแถมยังช่วยให้เราหลับฝันดีอีกด้วย ดังนั้นจะใช้แสงในการบำบัดร่างกายอย่างไรก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลด้วย




ที่มา www.busbuddythailand.com

เรื่องน่าสนใจจากบล็อกเพื่อนบ้าน