ฟังเพลงตามเทศกาล กิ๊ฟชอป, ตุ๊กตา

อย่าชะล่าใจ... "นอนไม่หลับ" ร้ายกว่าที่คิด

Posted by All วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556 0 ความคิดเห็น

อย่าชะล่าใจ... "นอนไม่หลับ" ร้ายกว่าที่คิด


"การนอนหลับสนิท เป็นลาภอันประเสริฐ" ผู้ที่เคยเผชิญปัญหาการนอนไม่ได้ คงเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการนอนอย่างเพียงพอมีผลดีต่อชีวิตมากแค่ไหน นอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ ยังส่งผลให้การทำงานและการใช้ชีวิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 

แต่มารร้ายจากความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับมีหลายอย่าง ตั้งแต่การนอนกรนเสียงดังมาก ไปจนถึงการหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นช่วงยาวจะทำให้เกิดการขาดออกซิเจน มีผลกระทบต่อสุขภาพและโรคต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อัมพาต อัมพฤกษ์ และอื่น ๆ




"การนอนหลับสนิท เป็นลาภอันประเสริฐ" ผู้ที่เคยเผชิญปัญหาการนอนไม่ได้ คงเข้าใจเป็นอย่างดีว่าการนอนอย่างเพียงพอมีผลดีต่อชีวิตมากแค่ไหน นอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ ยังส่งผลให้การทำงานและการใช้ชีวิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 

แต่มารร้ายจากความผิดปกติเกี่ยวกับการนอนหลับมีหลายอย่าง ตั้งแต่การนอนกรนเสียงดังมาก ไปจนถึงการหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นช่วงยาวจะทำให้เกิดการขาดออกซิเจน มีผลกระทบต่อสุขภาพและโรคต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน อัมพาต อัมพฤกษ์ และอื่น ๆ 

หากใครเคยมีอาการดังต่อไปนี้ 

1.กรนเสียงดังและมีลักษณะอาการหอบ หรือสำลักระหว่างนอน

2.ง่วงนอนมากในช่วงกลางวัน
3.ปวดหัวในตอนเช้า มีปัญหาด้านความจำ
4.อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย และไม่มีสมาธิในการทำงาน
5.อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ และ
6.คอแห้งหลังจากตื่นนอน และถ่ายปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน 

นั่นคือ สัญญาณร้ายเข้าข่ายเสี่ยงเป็น "โรคนอนหยุดหายใจอุดกั้น" 

เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีปัญหาด้านการหายใจระหว่างนอนหลับ ผู้ที่มีอาการหยุดหายใจเป็นช่วง ๆ ในระหว่างนอนหลับมีสาเหตุเกิดจากการปิดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน ระยะเวลาการหยุดหายใจระหว่างการนอนหลับสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ 10 วินาทีขึ้นไป มีผลทำให้ร่างกายไม่ได้รับออกซิเจนในแต่ละช่วงที่ร่างกายหยุดหายใจ 

ผู้ที่มีอาการโรคนอนหยุดหายใจแบบอุดกั้น จะมีการหยุดหายใจขณะนอนมากกว่า 5 ครั้งในหนึ่งชั่วโมง หรือในบางรายอาจมีมากกว่า 100 ครั้งในหนึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว

สถิติทั่วโลกมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 2-4 เปอร์เซ็นต์ ผลร้ายจากโรคนี้ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอีกหลายโรคตามมา เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตัน และเบาหวาน 

วิธีรักษาอาการโรคหยุดหายใจแบบอุดกั้นที่ใช้กันมากที่สุด คือ การใช้เครื่องมือที่เรียกว่า เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวก (Continuous Positive Airway Pressure หรือ CPAP) โดยการรักษาด้วยเครื่อง CPAP เป็นการรักษาที่ไม่ต้องใส่อวัยวะเทียมเข้าไปในร่างกาย และสามารถช่วยบรรเทาอาการโรคนอนหยุดหายใจแบบอุดกั้นได้

อีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ รักษาโรคนอนไม่หลับได้ด้วยตัวเอง คือ การเข้านอนตื่นนอนให้ตรงเวลา ปิดสวิตช์การคิดทุกอย่างให้หมดโดยพร้อมที่จะนอนหลับเพียงอย่างเดียว ยิ่งโดยเฉพาะการใช้คอมพิวเตอร์จะทำให้แสงจากหน้าจอมอนิเตอร์ทำร้ายสายตาได้ หากใช้เป็นระยะเวลามาก ๆ จะทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น

เนื่องจากความเข้าใจในโรคนอนหยุดหายใจแบบอุดกั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย จึงทำให้มีผู้ป่วยหลายรายยังไม่ได้รับการตรวจและรักษาอย่างถูกวิธี

ด้วยเหตุนี้ "รอยัลฟิลิปส์อิเล็กทรอนิกส์" จัดกิจกรรมเพื่อให้ประชาชนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญนี้ โดยเปิดโครงการเพื่อตรวจสอบความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนอนหยุดหายใจแบบอุดกั้นให้คนทั่วโลกกว่า 1 ล้านคน พร้อมคาดว่าจะมีประชาชนกว่า 150,000 คนจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะเข้าร่วมการตรวจครั้งนี้ 

โครงการเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ถึงปี พ.ศ. 2561 เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในวันนอนหลับโลก ปี 2556 โดยปีนี้จัดงานภายใต้หัวข้อ "นอนหลับดี มีอายุยืน" (Good Sleep Healthy Aging) 

ฉะนั้น "ปัญหานอนไม่หลับ" เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสิ่งที่ตามมามีผลร้ายกว่าที่คุณคิด

ลองเข้าไปทำแบบทดสอบออนไลน์ เพื่อประเมินว่าตนเองเป็นผู้มีความเสี่ยงต่อโรคนอนหยุดหายใจแบบอุดกั้นหรือไม่ที่ http://www.areyousnoring.com/Sleep_Test โดยผู้ทำแบบทดสอบจะได้ทราบผลว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหรือไม่ และจะได้รับคำแนะนำเพื่อให้สามารถนำไปปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป



(ที่มา:ประชาชาติธุรกิจออนไลน์)


กีวี รวมสารอาหาร ชะลอวัย ต้านโรคหืด

Posted by All วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 0 ความคิดเห็น
กีวีได้ชื่อว่ารวมรสชาติของผลไม้ 3 ชนิด เข้าไว้ด้วยกัน ทั้ง พีช (peach) สตอว์เบอร์รี่ (strawberry) และเมลอน (melon) เมื่อผนวกกับ เนื้อที่นุ่ม ฉ่ำน้ำ จึงกลายเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน

“กีวี เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะมีสารแอนติออกซิแดนต์มากที่สุดชนิดหนึ่ง”

หนังสือ The 150 Healthiest Foods on Earth ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สารแอนติออกซิแดนต์ในผลกีวี ทั้งวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินอี ช่วยต้านมะเร็ง และปกป้องเซลล์จากการทำลายของฟรีแรดิคัล ซึ่งเป็นสาเหตุของความชราและโรคจากความเสื่อม

คุณ อลิซาเบธ วอร์ด (Elizabeth Ward) นักกำหนดอาหารวิชาชีพ และอดีตโฆษกของ สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (The American Dietetic Association) ขยายความว่า“กินกีวีสด 1 ผลใหญ่ จะได้รับวิตามินซีปริมาณสูง เพียงพอกับความต้องการของร่างกายใน 1 วัน นอกจากนี้ กีวี ยังเป็นแหล่งรวมของสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินอี โพแทสเซียม และใยอาหาร ต่างจากผลไม้ส่วนใหญ่ที่มีสารอาหารเหล่านี้ไม่ครบทุกชนิด”
          
กินกีวีต้านโรคหืด

อาการหายใจติดขัด น้ำมูกไหล ไอเรื้อรัง กีวีช่วยได้

วารสาร Thorax รายงานการศึกษาในเด็กชาวอิตาลีอายุระหว่าง 6-7 ปี ที่มีอาการของโรคหืด จำนวน 18,737 คน พบว่า กลุ่มเด็กที่กินผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง หรือกินผลกีวีสดสัปดาห์ละ 5-7 ครั้ง อาการของโรคหืดลดลง โดยอาการหายใจเสียงวี้ด ๆ (wheezing) ซึ่งเกิดจากทางเดินหายใจตีบแคบลง 44 เปอร์เซ็นต์
อาการหายเร็ว สั้น จนทำให้รู้สึกเหนื่อย (Shortness of breath) ลดลง 32 เปอร์เซ็นต์ ไอเวลากลางคืน (night time cough) ไอเรื้อรัง (chronic cough) และน้ำมูกไหล (runny nose) ลดลงประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มเด็กที่กินผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง หรือกินผลกีวีสดน้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

มื้อต่อไป กินกีวีช่วยชะลอวัยและต้านโรคกันดูนะคะ


ที่มา นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 342

9 ข้อคิด... การเลือกใช้เครื่องสำอาง

Posted by All วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2556 0 ความคิดเห็น




1. เมกอัพที่ผสมยากันแดดอาจทำให้เกิดสิวได้ ที่สำคัญค่าการกันแดดในเมกอัพพวกนี้ต่ำ ดังนั้นจึงควรใช้ยากันแดดล้วน ๆ ดีกว่า


2. โทนเนอร์ (toners) ทำให้ผิวสวยแห้งได้ ที่เห็นเห็นโฆษณาโดยใช้สำลีชุบน้ำยาเช็ดหน้า แล้วเช็ดคราบออกมาดำเป็นปื้นนั้น เป็นส่วนบนสุดของผิวหนังต่างหากไม่ใช่สิ่งสกปรก ถ้าเช็ดหน้าด้วยน้ำยาเช็ดหน้ามากเกินไป ผิวหนังจะยิ่งแห้งผากเกิดการระคายเคืองได้ง่าย


3. ครีมทาก่อนนอน (night creams) ที่หนา ๆ เหมาะกับผิวหน้าที่แห้งผากจนเป็นขุยเท่านั้น หากมีผิวที่ปกติหรือมันอยู่แล้ว การทาครีมก่อนนอนจะทำให้ต่อมไขมันอุดตันเกิด สิวได้ แต่ถ้ามีผิวแห้งทาครีมให้ความชุ่มชื้นชนิดบางก็เพียงพอแล้ว


4. หากหน้ามันจนเยิ้ม จะใช้โลชั่นเช็ดหน้าลดความมัน หรือใช้แป้งประหน้าบ้างก็จะลดความมันบนใบหน้าได้


5. หากมีสิวที่หน้าผาก บริเวณที่ผมเสียดสีกับผิวหนัง ต้นเหตุมักเป็นมูส เจล หรือสเปรย์ที่ฉีดผม ถ้าเลิกใช้ไม่ได้ก่อนใช้เครื่องสำอางแต่งผมเหล่านี้ ควรปิดหน้าผากโดยใช้กระดาษทิชชูเสียก่อนแล้วพยายามใช้ให้น้อยลง


6. เครื่องสำอางที่ปราศจากกลิ่น (unscented products) นั้นบางครั้งมีการเติมน้ำหอม (fragrances) ลงไปเพื่อดับกลิ่นสารเคมีบางตัว ดังนั้นจึงยังอาจแพ้เครื่องสำอางที่ปราศจากกลิ่นได้ กรณีนี้ลองหันมาใช้เครื่องสำอางที่ไม่มีการเติมน้ำหอม (fragrance-free) จะดีกว่า


7. หากแพ้ยาทาเล็บ อาจทำให้เกิดผื่นรอบดวงตาได้ ทั้งนี้เพราะอาจเผลอใช้เล็บเกาบริเวณนั้นนั่นเอง


8. ครีมล้างหน้า ไม่ค่อยจำเป็นมากนัก ยกเว้น กรณีนักแสดงหรือนางแบบที่ต้องใช้เมกอัพหนา ๆ จึงเหมาะที่จะใช้ครีมล้างหน้า


 9. ยาสีฟัน ที่ขจัดคราบฟันจากการสูบบุหรี่ อาจทำให้เกิดสิวอักเสบรอบ ๆ ปากได้



ที่มา : หมอชาวบ้าน 

แสงแดดยามเช้าช่วยรักษาโรคซึมเศร้า

Posted by All วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556 0 ความคิดเห็น


ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้นมีจำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเพราะปัจจัยทางด้านความเครียด ฮอร์โมน ภาวะกดดันในจิตใจ ฯลฯ โดยส่วนใหญ่มักมีความรู้สึกเหนื่อยอ่อน วิตกกังวล และง่วงซึม ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของอาการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

ซึ่งโรคนี้สามารถรักษาให้หายด้วยการบำบัดทางยา จิตบำบัด และธรรมชาติบำบัด โดยเฉพาะการบำบัดด้วยแสง ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าการได้รับแสงแดดทุกเช้าเป็นเวลา 30 - 60 นาที จะช่วยรักษาอาการเหล่านี้ได้

แสงแดดอ่อนๆ จะช่วยลดฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างขึ้นจากต่อมไพเนียเพื่อควบคุมการนอนหลับ โดยเมลาโทนินนั้นจะถูกกระตุ้นด้วยความมืดและยับยั้งด้วยแสงสว่าง ดังนั้นการได้รับแสงแดดยามเช้าจึงช่วยให้ผู้ป่วยสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้

แต่ถึงแม้ว่าเมลาโทนินจะเป็นผลเสียกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแต่สำหรับคนทั่วไปควรเข้านอนแต่หัวค่ำ
เพื่อให้ร่างกายได้ผลิตสารดังกล่าวเพื่อจะเป็นส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ และทำให้ริ้วรอยก่อนวัยไม่มาเร็วเกินไปแถมยังช่วยให้เราหลับฝันดีอีกด้วย ดังนั้นจะใช้แสงในการบำบัดร่างกายอย่างไรก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลด้วย




ที่มา www.busbuddythailand.com

6 เคล็ดลับลบแผลบนใบหน้าแบบไม่ให้เหลือร่องรอย

Posted by All วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556 0 ความคิดเห็น


การมีบาดแผลบนใบหน้าเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับผู้หญิงทุกคน ไม่ใช่เพราะผิวมีแผลเท่านั้น หลังจากรักษาบาดแผลหายแล้วก็ยังเสี่ยงที่จะเกิดรอยแผลเป็นอีกด้วย หากเกิดรอยแดงรอยดำขึ้นมาเมื่อไหร่ มองทีไรก็ช้ำใจและยิ่งเสียดายผิวสวย ๆ ก่อนหน้านี้จริง ๆ ถ้าอย่างนั้นลองมาดูวิธีดูแลผิวที่เป็นแผลเพื่อลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็นกันดีกว่าค่ะ

        1. เคร่งครัดกับการดูแลผิวประจำวัน
          การดูแลผิวที่กำลังมีบาดแผลไม่ให้มีสภาพแย่ลงไปกว่าเดิมเป็นสิ่งสำคัญมาก คุณจะต้องดูแลผิวในแต่ละวันอย่างเคร่งครัด ห้ามขาดการทาครีมกันแดดก่อนจะออกไปข้างนอกเด็ดขาด นอกจากนี้ ก่อนนอนก็ต้องทาครีมบำรุงที่เหมาะกับสภาพผิวอย่างสม่ำเสมอ เพราะเป็นการรักษาสภาพผิวให้อยู่ในภาวะสมดุลที่สุด

        2. แผลจางลงด้วยอโลเวร่าเจล และทีทรีออยล์
          ผิวที่ชุ่มชื้นดีจะทำให้รอยแผลดูจางลงได้ด้วย หลังจากล้างหน้าสะอาดดีแล้วให้ทาผิวด้วยอโลเวราเจล หรือ ทีทรีออยล์ ทิ้งเอาไว้ 15 นาที แล้วจึงล้างออกอีกครั้งด้วยน้ำเปล่า ทำเช่นนี้บ่อย ๆ รอยแผลก็จะดูจางลง

        3. แผลหายไวไม่ทิ้งแผลเป็นด้วยแตงกวา
          น้ำที่คั้นจากแตงกวาช่วยให้บาดแผลของคุณหายได้ไวขึ้น โดนใช้น้ำแตงกวาคั้นทาทิ้งไว้ทั่วทั้งใบหน้า ทิ้งเอาไว้จนแห้งไปกับผิว จากนั้นจึงล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด จะช่วให้แผลสมานตัวได้ดี นอกจากนี้คุณยังสามารถสามารถใช้หอมหัวใหญ่ผสมกับมะเขือเทศบดละเอียด ก็จะให้ผลที่ดีกับผิวหน้าได้เช่นกัน

        4. สารพัดออยล์ธรรมชาติช่วยแผลหายได้ไว
          น้ำมันสกัดจากธรรมชาติหลาย ๆ ชนิด มีคุณสมบัติช่วยปลอบประโลมผิวที่บอบบาง และผิวที่มีบาดแผล เช่น น้ำมันจากต้นกระทิง (Calophyllum inophyllum oil) โรสฮิปออยล์ น้ำมันสกัดจากนกอีมู เป็นต้น

        5. แผลหายไวไม่ระคายเคืองด้วยน้ำเย็น
          ลดอาการแสบและระคายเคืองผิวและบาดแผลได้ด้วยการใช้น้ำแข็งประคบ หรือล้างหน้าด้วยน้ำเย็น นอกจากจะปลอบประโลมผิวแล้วยังทำให้ผิวสดชื่นอีกด้วย

        6. โกโก้บัตเตอร์
          การทาโกโก้บัตเตอร์นอกจากจะให้ความชุ่มชื้นกับผิวได้ดีแล้ว ยังมีคุณสมบัติช่วยให้รอยด่างดำเล็ก ๆ จางลงได้ด้วย


ที่มา http://women.kapook.com

ดื่มน้ำอัดลมวันละ 4 กระป๋อง เสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า แต่ดื่มกาแฟกลับดีต่อสุขภาพจิต

Posted by All วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 0 ความคิดเห็น


นักวิจัยพบความเกี่ยวเนื่องของการดื่มน้ำอัดลมกับอาการซึมเศร้า ขณะเดียวกันก็พบข้อดีของกาแฟต่อสุขภาพจิต

การศึกษาโดย National Institutes of Health ของสหรัฐที่สำรวจคนมากกว่า 250,000 คน พบว่าผู้ที่ดื่มน้ำอัดลม 4 กระป๋องต่อวันเสี่ยงต่ออาการซึมเศร้ามากกว่าปกติ 30% และหากดื่ม fruit punch ที่มีน้ำตาลมากในประมาณเดียวกัน อัตราความเสี่ยงที่มากกว่าปกติจะเพิ่มเป็น 38% แต่หากเป็นเครื่องดื่มชนิดใช้สารแทนน้ำตาลหรือน้ำอัดลมแบบ Diet ความเสี่ยงจะมากขึ้นอีก

นักวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างน้ำอัดลมกับอาการซึมเศร้าแต่พอจะสามารถตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นได้ว่าผู้นิยมดื่มเครื่องดื่มลักษณะดังกล่าวปริมาณมากมักเป็นโรคเบาหวานและโรคอ้วน ซึ่งเชื่อมโยงกับโรคซึมเศร้า

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้ศึกษาสำรวจการบริโภคของคนอายุระหว่าง 50 ถึง 71 ปี จำนวนเกือบ 264,000 คน ช่วงปี ค.ศ.1994-1995 และ 10 ปีหลังจากนั้นถามคนกลุ่มนี้ว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่

ทั่วโลกมีคนเป็นโรคนี้ 350 ล้านคน และในสหรัฐเองคาดว่ามีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 10% ของประชาการทั้งหมด

นอกจากนั้นการศึกษาพบด้วยว่าผู้ดื่มกาแฟวันละ 4 แก้วมีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม 10%

โปรดติดตามรายละเอียดจากคลิปเรื่องนี้ในรายการข่าวสดสายตรงจากวีโอเอ


ที่มา www.voathai.com

ผลวิจัยเผย ดื่มน้ำอัดลม 1 ขวด อาจต้องวิ่ง 50 นาทีสำหรับการเบิร์น

Posted by All วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556 0 ความคิดเห็น


ข่าวที่จะนำมาเล่าต่อไปนี้อาจทำให้สาวๆ ที่กลัวอ้วนไม่กล้าดื่มน้ำอัดลมกันไปเลยก็ได้ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีผลการศึกษาตีพิมพ์ใน American Journal of Public Health เปิดเผยว่า
คนเรามักจะประเมินแคลอรีที่ตัวเองกินเข้าไปผิดพลาด และแทนที่อาหารจะติดฉลากว่ามีแคลอรีเท่าไหร่นั้น ฉลากที่เขียนว่าต้องวิ่งเพื่อเผาผลาญพลังงานกี่นาทีจะได้ผลดีมากกว่า

โดยนักวิจัยจาก Johns Hopkin’s Bloomberg School of Public Health ชี้ว่า แม้น้ำอัดลมจะมีแคลอรีสูง แต่ก็ไม่มีสารอาหารเลย สำหรับคนหนัก 55 กิโลกรัม อาจต้องใช้เวลาถึง 50 นาทีในการเผาผลาญพลังงานจากน้ำอัดลม 20 ออนซ์ ส่วนคนหนัก 75 กิโลกรัมก็อาจต้องใช้เวลาถึง 40 นาที

แทบไม่อยากคิดเลยว่าคนดื่มน้ำอัดลมทั้งวันจะต้องวิ่งกี่ชั่วโมงกว่าจะเผาผลาญพลังงานหมด ที่สำคัญคนดื่มน้ำอัดลมมักไม่ค่อยยอมออกไปวิ่งด้วยน่ะสิ คงต้องใช้เวลาในการเผาผลาญนานขึ้นอีก


ที่มา www.lisaguru.com

เรื่องน่าสนใจจากบล็อกเพื่อนบ้าน